ทบทวนเวชระเบียน · ไทย · ตีพิมพ์ ค.ศ. 2024
เด็กที่ตรวจพบความไวต่อไรฝุ่น มีกี่คน?
เด็กอายุไม่เกิน 15 ปีที่เป็นโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้อย่างเดียว โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ · ข้อมูลปี 2016–2021 · ผลตรวจที่ใช้ได้ 710 คน
งานนี้ตรวจไรฝุ่น 2 ชนิด แยกเด็กเป็น 2 ช่วงอายุ คำว่า “ผลตรวจเป็นบวก” หมายถึงผิวหนังตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้ที่ทดสอบ เช่น 42.2% คือพบผลบวก 78 คน จากเด็กที่ตรวจ 185 คน
ไรฝุ่นชนิดที่ 1 (D. pteronyssinus) · เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี: 42.2%, ผลตรวจเป็นบวก 78 คน จากเด็กที่ตรวจ 185 คน; ไรฝุ่นชนิดที่ 1 (D. pteronyssinus) · เด็กอายุ 5–15 ปี: 56.4%, ผลตรวจเป็นบวก 296 คน จากเด็กที่ตรวจ 525 คน; ไรฝุ่นชนิดที่ 2 (D. farinae) · เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี: 35.1%, ผลตรวจเป็นบวก 65 คน จากเด็กที่ตรวจ 185 คน; ไรฝุ่นชนิดที่ 2 (D. farinae) · เด็กอายุ 5–15 ปี: 54.9%, ผลตรวจเป็นบวก 288 คน จากเด็กที่ตรวจ 525 คน
สัดส่วนเด็กที่มีผลตรวจผิวหนังเป็นบวก (%)
0%50%100%
ไรฝุ่นชนิดที่ 1ชื่อวิทยาศาสตร์: Dermatophagoides pteronyssinus
เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี42.2%
ผลตรวจเป็นบวก 78 คน จากเด็กที่ตรวจ 185 คน
เด็กอายุ 5–15 ปี56.4%
ผลตรวจเป็นบวก 296 คน จากเด็กที่ตรวจ 525 คน
ไรฝุ่นชนิดที่ 2ชื่อวิทยาศาสตร์: Dermatophagoides farinae
เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี35.1%
ผลตรวจเป็นบวก 65 คน จากเด็กที่ตรวจ 185 คน
เด็กอายุ 5–15 ปี54.9%
ผลตรวจเป็นบวก 288 คน จากเด็กที่ตรวจ 525 คน
ในกลุ่มผู้ป่วยที่มารับการตรวจนี้ กลุ่มอายุ 5 ปีขึ้นไปมีสัดส่วนผลบวกต่อไรฝุ่นทั้งสองชนิดสูงกว่ากลุ่มอายุต่ำกว่า 5 ปี ผลบวกบอกว่ามีความไวต่อสารก่อภูมิแพ้ แต่ต้องแปลร่วมกับอาการและประวัติ
อ่านตัวเลขนี้ให้ตรงความหมาย: เป็นผู้ป่วยจากคลินิกแห่งเดียว ไม่ใช่สัดส่วนเด็กไทยทั้งหมดที่แพ้ไรฝุ่น เด็กคนเดียวอาจให้ผลบวกทั้งสองชนิด จึงนำร้อยละมาบวกกันไม่ได้
ดูตัวเลขและวิธีอ่านกราฟ
สัดส่วนเด็กที่มีผลตรวจผิวหนังเป็นบวก — เด็กที่ตรวจพบความไวต่อไรฝุ่น มีกี่คน?| กลุ่มที่ศึกษา | ผล (%) | จำนวนที่พบและจำนวนที่ศึกษา |
|---|
| ไรฝุ่นชนิดที่ 1 (D. pteronyssinus) · เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี | 42.2 | ผลตรวจเป็นบวก 78 คน จากเด็กที่ตรวจ 185 คน |
|---|
| ไรฝุ่นชนิดที่ 1 (D. pteronyssinus) · เด็กอายุ 5–15 ปี | 56.4 | ผลตรวจเป็นบวก 296 คน จากเด็กที่ตรวจ 525 คน |
|---|
| ไรฝุ่นชนิดที่ 2 (D. farinae) · เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี | 35.1 | ผลตรวจเป็นบวก 65 คน จากเด็กที่ตรวจ 185 คน |
|---|
| ไรฝุ่นชนิดที่ 2 (D. farinae) · เด็กอายุ 5–15 ปี | 54.9 | ผลตรวจเป็นบวก 288 คน จากเด็กที่ตรวจ 525 คน |
|---|
ผู้วิจัยทบทวนเวชระเบียนโรคหืดและ/หรือโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้รวม 1,393 ราย กราฟนี้เลือกเฉพาะผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้อย่างเดียวที่มีผลทดสอบผิวหนัง (SPT) ใช้ได้ 710 ราย จึงไม่ใช้ 1,393 เป็นตัวหาร
สำหรับการทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนังด้วยวิธีสะกิด (SPT) ผลบวกในงานนี้หมายถึงปื้นนูนที่มีขนาดใหญ่กว่าปื้นนูนจากสารควบคุมลบอย่างน้อย 3 มิลลิเมตร หลัง 15 นาที กลุ่มอายุต่ำกว่า 5 ปีมี 185 ราย และกลุ่มอายุ 5 ปีขึ้นไปมี 525 ราย
ข้อมูลนี้เปรียบเทียบเด็กต่างกลุ่มอายุ ไม่ได้ติดตามเด็กคนเดิมจนโต จึงไม่พิสูจน์ว่าความไวต่อไรฝุ่นของทุกคนจะเพิ่มขึ้นตามอายุ ตารางต้นฉบับไม่ได้รายงานช่วงความเชื่อมั่นของร้อยละแต่ละกลุ่ม
แท่งเริ่มที่ศูนย์และใช้สเกล 0–100% ตัวเลขบนแท่งปัดทศนิยมหนึ่งตำแหน่ง ไม่ควรนำร้อยละจากคนละงานวิจัยมาเปรียบเทียบประสิทธิภาพโดยตรง
ดาวน์โหลดข้อมูลกราฟ (CSV)ที่มา: Sangchan และคณะ, Asia Pacific Allergy (2024) · ตารางที่ 3 เฉพาะกลุ่มโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ (AR)
การทดลองสุ่มมีกลุ่มควบคุม · สหราชอาณาจักร · ตีพิมพ์ ค.ศ. 2017
ปลอกคลุมเครื่องนอนกับการกลับมารักษาฉุกเฉินจากหืด
เด็กที่เป็นโรคหืดอายุ 3–17 ปี ซึ่งไวต่อไรฝุ่นและเพิ่งมีอาการกำเริบจนต้องรับการรักษาฉุกเฉิน · สุ่มเข้ากลุ่มศึกษา 284 คน · ติดตามครบ 12 เดือน 241 คน
กลุ่มปลอกคลุมกันไรฝุ่น: 29.3%, 36 / 123 คน; กลุ่มปลอกคลุมควบคุม: 41.5%, 49 / 118 คน
เด็กที่กลับมารักษาฉุกเฉินจากหืดอย่างน้อย 1 ครั้ง (%)
0%50%100%
กลุ่มปลอกคลุมกันไรฝุ่น29.3%
36 / 123 คน
กลุ่มปลอกคลุมควบคุม41.5%
49 / 118 คน
ในผู้ที่ติดตามครบ กลุ่มปลอกกันไรฝุ่นมีสัดส่วนกลับมารักษาฉุกเฉินน้อยกว่า อย่างไรก็ตาม งานนี้ไม่พบความแตกต่างชัดเจนในการใช้ยาสเตียรอยด์ชนิดรับประทานหรือจำนวนครั้งที่รับการรักษาฉุกเฉินต่อปี
อ่านตัวเลขนี้ให้ตรงความหมาย: เป็นเด็กที่เป็นโรคหืดกลุ่มเสี่ยงเฉพาะ ไม่ใช่ผู้แพ้ไรฝุ่นทุกคน ใช้ปลอกคลุมหมอน ที่นอน และผ้านวมร่วมกับการรักษาเดิม ผลนี้ไม่ใช่คำรับรองปลอกยี่ห้อใดหรือเหตุให้หยุดยา
ดูตัวเลขและวิธีอ่านกราฟ
เด็กที่กลับมารักษาฉุกเฉินจากหืดอย่างน้อย 1 ครั้ง — ปลอกคลุมเครื่องนอนกับการกลับมารักษาฉุกเฉินจากหืด| กลุ่มที่ศึกษา | ผล (%) | จำนวนที่พบและจำนวนที่ศึกษา |
|---|
| กลุ่มปลอกคลุมกันไรฝุ่น | 29.3 | 36 / 123 คน |
|---|
| กลุ่มปลอกคลุมควบคุม | 41.5 | 49 / 118 คน |
|---|
โครงการ PAXAMA เป็นการทดลองสุ่มแบบปกปิดข้อมูลทั้งสองฝ่ายในโรงพยาบาล 14 แห่งทางตะวันตกเฉียงเหนือของอังกฤษ รับสมัครปี 2011–2013 สุ่มเข้ากลุ่มปลอกกันไรฝุ่น 146 ราย กลุ่มควบคุม 138 ราย
กราฟใช้จำนวนคนที่มีอย่างน้อยหนึ่งเหตุการณ์ในผู้ที่ติดตามครบ 123 และ 118 ราย ไม่ใช่จำนวนครั้งทั้งหมด และไม่ใช่ผู้เข้าร่วมสุ่มทั้งหมด เหตุการณ์รวมการไปห้องฉุกเฉินหรือรับไว้ในโรงพยาบาลจากหืดซึ่งต้องใช้สเตียรอยด์ออกฤทธิ์ทั่วร่างกาย ตามที่ผู้ปกครองรายงาน
ผู้เข้าร่วม 43 จาก 284 รายติดตามไม่ครบ การสูญเสียการติดตามและการรายงานเหตุการณ์โดยผู้ปกครองเป็นข้อจำกัด ช่วงความเชื่อมั่นด้านล่างเป็นของค่าอัตราส่วนอันตราย (hazard ratio) ที่ปรับปัจจัยร่วมแล้ว ไม่ใช่ช่วงความเชื่อมั่นของแท่งร้อยละ
ค่าประมาณจากแบบจำลอง: ค่าอัตราส่วนอันตรายที่ปรับปัจจัยร่วมแล้ว (adjusted hazard ratio) ของการกลับมารักษาฉุกเฉินเท่ากับ 0.55 (ช่วงความเชื่อมั่น 95% (CI): 0.36–0.85) ส่วนการใช้ยา prednisolone เท่ากับ 0.82 (ช่วงความเชื่อมั่น 95% (CI): 0.58–1.17) ซึ่งช่วงหลังคร่อม 1
แท่งเริ่มที่ศูนย์และใช้สเกล 0–100% ตัวเลขบนแท่งปัดทศนิยมหนึ่งตำแหน่ง ไม่ควรนำร้อยละจากคนละงานวิจัยมาเปรียบเทียบประสิทธิภาพโดยตรง
ดาวน์โหลดข้อมูลกราฟ (CSV)ที่มา: Murray และคณะ, AJRCCM (2017) · ผลการศึกษา: ผลลัพธ์หลักที่ 12 เดือน · อ่านงานวิจัยฉบับเต็ม
การทดลองในห้องปฏิบัติการ · เกาหลีใต้ · ตีพิมพ์ ค.ศ. 2008
ไรฝุ่นตายหลังซัก 40 นาทีในห้องทดลอง
ไรฝุ่น D. farinae · 900 ตัวต่อโปรแกรม · เครื่องซักผ้าและผงซักฟอกชนิดเดียว · เปรียบเทียบโปรแกรม 30, 40 และ 60°C
โปรแกรม 30°C: ประมาณ 6.5%, ค่าประมาณที่ผู้วิจัยรายงาน · เริ่มต้น 900 ตัว; โปรแกรม 40°C: ประมาณ 9.6%, ค่าประมาณที่ผู้วิจัยรายงาน · เริ่มต้น 900 ตัว; โปรแกรม 60°C: 100%, 900 / 900 ตัว
สัดส่วนตัวไรที่ตายหลังซัก (%)
0%50%100%
โปรแกรม 30°C≈ 6.5%
ค่าประมาณที่ผู้วิจัยรายงาน · เริ่มต้น 900 ตัว
โปรแกรม 40°C≈ 9.6%
ค่าประมาณที่ผู้วิจัยรายงาน · เริ่มต้น 900 ตัว
โปรแกรม 60°C100%
900 / 900 ตัว
ภายใต้เงื่อนไขของการทดลองนี้ โปรแกรม 60°C ฆ่าตัวไรได้มากกว่า 30 และ 40°C แต่ตัวเลขการตายไม่ได้บอกปริมาณสารก่อภูมิแพ้ที่เหลือ หรือบอกว่าอาการของคนจะลดลงเท่าไร
อ่านตัวเลขนี้ให้ตรงความหมาย: ไม่ได้แปลว่าการซักน้ำเย็นไม่มีประโยชน์ ไรถูกห่อไว้เพื่อไม่ให้หลุดออก จึงวัดการตาย ไม่ใช่การชะล้าง ควรดูฉลากผ้าและคำแนะนำเครื่องก่อนใช้ความร้อน
ดูตัวเลขและวิธีอ่านกราฟ
สัดส่วนตัวไรที่ตายหลังซัก — ไรฝุ่นตายหลังซัก 40 นาทีในห้องทดลอง| กลุ่มที่ศึกษา | ผล (%) | จำนวนที่พบและจำนวนที่ศึกษา |
|---|
| โปรแกรม 30°C | ≈ 6.5 | ค่าประมาณที่ผู้วิจัยรายงาน · เริ่มต้น 900 ตัว |
|---|
| โปรแกรม 40°C | ≈ 9.6 | ค่าประมาณที่ผู้วิจัยรายงาน · เริ่มต้น 900 ตัว |
|---|
| โปรแกรม 60°C | 100 | 900 / 900 ตัว |
|---|
Choi และคณะใช้เครื่อง LG WD-FR335D และผงซักฟอกที่กำหนด ซัก 40 นาที ไรฝุ่นถูกห่อในกระดาษกรองและตาข่ายโลหะอยู่ในแกนหมอน มี 300 ตัวต่อชุด ทดลองซ้ำ 3 ชุด รวม 900 ตัวต่อโปรแกรม
ค่า 6.5% และ 9.6% เป็นค่าประมาณที่ผู้เขียนรายงาน ไม่ได้รายงานจำนวนตัวไรตายที่แน่นอน จึงไม่คำนวณย้อนหลังเป็นจำนวนเต็ม ไม่มีช่วงความเชื่อมั่นของร้อยละการตายในข้อความต้นฉบับ
เป็นการทดลองเครื่องรุ่นเดียวกับไรชนิดเดียว ไม่มีผู้ป่วยเข้าร่วมวัดอาการ งานได้รับทุนบางส่วนจาก LG Electronics และหน่วยงานรัฐเกาหลีใต้ จึงไม่ใช่ผลรับรองเครื่องซักผ้าทุกเครื่อง
งานต้นฉบับมีโปรแกรมซักด้วยไอน้ำร่วมกับน้ำ (steam-water) เพิ่มด้วย แต่ไม่แสดงในกราฟนี้เพราะไม่เท่ากับเครื่องพ่นไอน้ำมือถือหรือเครื่องดูดไรฝุ่นทั่วไป
แท่งเริ่มที่ศูนย์และใช้สเกล 0–100% ตัวเลขบนแท่งปัดทศนิยมหนึ่งตำแหน่ง ไม่ควรนำร้อยละจากคนละงานวิจัยมาเปรียบเทียบประสิทธิภาพโดยตรง
ดาวน์โหลดข้อมูลกราฟ (CSV)ที่มา: Choi และคณะ, Annals of Allergy, Asthma & Immunology (2008) · วิธีการศึกษาและผลการศึกษา หน้า 583–585